ได้เข้าไปอ่านบล็อกนี้ น่าสนใจ เลยขออนุญาตนำมาเผยแพร่ในบล็อกนี้ด้วย http://dhammo.exteen.com/20100701/entry/page/1#lastcomment
เมื่อฉันไปฟังธรรมเทศนา
เมื่อวานได้ไปฟังธรรมเทศนา หัวข้อ สบายใจ 5 จากพระอาจารย์มิตซูโอะที่ตึกอัมรินทร์มาค่ะ
สถานที่อยู่ที่ชั้น 22 ตึกอัมรินทร์ สำนักพิมพ์ DMG ค่ะ (ที่พิมพ์หนังสือพระอาจารย์บ่อยๆ)
แวบแรกที่ขึ้นมา ไปมูลนิธิมายาโคตมีของพระอาจารย์ขายของอยู่ด้านหน้า
เข้าไปข้างใน โอ้โห แฟนคลับท่านเยอะจริงๆ นั่งเบียดกันแทบไม่มีที่ว่างเลย
เห็นแล้วก็ปลื้มใจ หัวข้อที่ท่านเทศน์วันนี้ก็สอดคล้องกับหนังสือที่ท่านเขียนให้ DMG เล่มล่าสุด
เล่มนี้ค่ะ
เริ่มสวดมนต์พร้อมกันตอน 18.30 จากนั้นนั่งสมาธิต่อถึงทุ่ม แล้วพระอาจารย์ก้อเริ่มสอน
เจ้าของบลอคก็จดบันทึกไปด้วย คงมีคนแอบแซวแน่ๆว่าขยันเนาะ
มีคนมาบอกว่า ให้เอามาบอกต่อด้วย ถ้าเราจำเองคงจะขาดๆเกินๆ จดไว้เพื่อความชัวร์ดีกว่า
หลักๆที่ท่านพูดก็มีต่อไปนี้ (ขออนุญาต list ...
ดีที่ได้ทำ.. ปลุกพลังบวก เปลี่ยนประเทศไทย
Posted On วันศุกร์, มิถุนายน 18, 2010 By danai. Under บทความ Tags: Ignite Thailand, ความดี, ดีที่ได้ทำ, บ้านเมตตา, ปลุกพลังบวก เปลี่ยนประเทศไทย, ภาคใต้, หัวใจสีขาว, เยาวชน
มาแล้วครับ วีดีโอการบรรยายภายใน 5 นาที ครั้งแรกในชีวิต ปกติบรรยาย 3 ชั่วโมงก็ไม่เคยจบ กว่าจะอารัมภบทก็ 10 กว่านาทีแล้ว!
เป็นการบรรยายในงาน #Ignite Thailand 'ปลุกพลังบวก เปลี่ยนประเทศไทย' โดยมี Igniter หรือผู้จุดประกายทั้งหมด 20 คน มาแบ่งปันประสบการณ์ ที่ลุมพินีสถาน สวนลุม เมื่อคืนวันพุธที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ความจริง วันนั้น ผมต้องอยู่ที่ขอนแก่น เพื่อเตรียมบรรยาย ...
เสียงจากหัวใจ เยาวชนบ้านเมตตา
Posted On วันเสาร์, มิถุนายน 12, 2010 By danai. Under บทความ Tags: กอด, คนไทย, ดนัย จันทร์เจ้าฉาย, บริษัทดีซี คอนซัลแทนส์, บ้านเมตตา, พ่อแม่, สถานพินิจ, สายรัดข้อมือ, สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี, หัวใจสีขาว, เยาวชน, ให้อภัย, ให้โอกาส
สถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครแวะเวียนเข้าไป แต่ไม่รู้เป็นยังไง ผมชอบมาเยี่ยมน้องๆ ในสถานพินิจ เข้าออกหลายครั้งจนคุ้นเคย ...
ทำไมผมชอบมาเยี่ยมน้องๆ ในสถานพินิจก็ไม่ทราบเหมือนกัน ตั้งแต่บ้านเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และบ้านปราณี แต่สิ่งหนึ่งที่ได้รับกลับไปทุกครั้ง คือ ความสุขใจและความผูกพันจากการมาให้กำลังใจกับน้องๆ เยาวชนของเรา ที่อาจหลงผิด ทำความผิด ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นึกย้อนไปสมัยเราเป็นเด็ก เราก็เคยทำผิดเหมือนกัน!
เมื่อวันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา พอจัดเวลาได้ ผมชวนผู้ใหญ่ใจดี อาทิ พี่หนุ่ย สาธินี โมกขะเวส ...
ต้องต่อบทความที่ 2 เพราะเนื้อที่หมดเสียก่อน ยังไปไม่ถึงบูธที่จะแนะนำเลย!!
บูธประเทศออสเตรเลีย อยู่ติดกับบูธประเทศไทย เน้นเรื่องธรรมชาติทางทะเล ประวัติศาสตร์การก่อตั้งประเทศ
หากจะมาที่บูธนี้ ต้องฝึกกำลังขาดีๆ เพราะเดินขึ้นเนินหลายชั้นทีเดียว
ความพิเศษของบูธซาอุฯ คือ ไม่ต้องเดินครับ! หลังจากเข้าคิวรอหลายชั่วโมง แล้วไต่ขึ้นในตัวอาคารประมาณ 4 ชั้นแล้ว ผู้เข้าชมจะเข้าแถวเรียงหนึ่งไปบนสายพาน เพื่อชมการแสดงของจอยักษ์ 360 องศาที่อยู่รอบตัวเรา เป็นการแสดงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของโลก สมกับที่มีสตังค์และมีรสนิยม!
ภายในอาคาร Moon Boat ผู้ชมจะยืนบนสายพานลำเลียง ผ่านจอยักษ์รอบตัว 360 องศาที่จะเปลี่ยนเรื่องราวไปเรื่อยๆ เรียกเสียงฮือฮาได้ตลอดเวลา
มีคำถามมาเยอะว่า หากไปเที่ยวงาน World Expo 2010 ที่เซี่ยงไฮ้ บูธใดจาก 200 กว่าบูธที่ห้ามพลาดเด็ดขาด! ผมจะเฉลยให้ครับ เชิญติดตาม
(มี 2 ตอนนะครับ)
งาน Shanghai Expo 2010 ได้เริ่มอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และจะไปสิ้นสุดในเดือนตุลาคม ศกนี้ ใครวางแผนจะไปเที่ยว แนะนำให้เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ
บูธประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่เวียดนาม สิงคโปร์ (ดูคล้ายจานบิน) และฟิลิปปินส์ สีสันสดใส
บูธจากชมพูทวีป ประเทศเนปาล และประเทศอินเดีย
อ้าว.. เนื้อที่หมดซะแล้ว ยังไม่ได้แนะนำเลยว่าบูธใดไม่ควรพลาด เชิญติดตามในบทความตอนที่ ...
เราคงไปไม่ถึงงาน Shanghai Expo 2010 หากไม่ได้ไปเยี่ยมอาคารศาลาไทย Thailand Pavilion บนพื้นที่ 2 ไร่ซึ่งได้รับความนิยมติดอันดับ 1 ใน 7 ของโลก จากจำนวนบูธประเทศต่างๆ กว่า 200 บูธ โดดเด่นตั้งแต่สถาปัตยกรรมเรือนไทย แตกต่างจากหมู่ Pavilion ของเพื่อนบ้าน อาทิ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปินส์ที่ออกแนวโมเดิร์น..
ปกติการเข้าออกของพนักงานในแต่ละองค์กรเป็นเรื่องปกติ เช่นเดียวกันกับบริษัทฯ ผม มีพนักงานเข้าออกเป็นประจำ แต่ที่ไม่ปกติ คือ การลาออกครั้งหนึ่งของผู้จัดการแผนกหนึ่งเมื่อสิบปีที่แล้ว มีการใช้ภาษาพ่อขุนรามคำแหง แถมยังมีคำหยาบคายออกมาจากสวนสัตว์ดุสิตเต็มจดหมายไปหมด
สาเหตุคือ ผู้จัดการที่ยื่นจดหมายลาออก (ซึ่งพยายามอนุรักษ์ภาษาไทยโบราณ) ไปทะเลาะกับผู้จัดการอีกคน ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเป็นนิสัย เขาจึงเขียนจดหมายด้วยถ้อยคำหยาบคาย รุนแรง ไม่แสดงถึงความเคารพและความเกรงใจใดๆ ต่อองค์กร ต่อผู้บังคับบัญชา (คือผม) ยอมรับว่า เมื่อได้อ่านจดหมายแล้วรู้สึกแย่มากๆ
ตอนนั้น เริ่มฝึกสมาธิบ้างแล้ว จึงหลับตานิ่งๆ ดูลมหายใจเข้าออกสักระยะ ปล่อยวางความคิด แล้วก็เกิดปัญญาบางอย่างว่าเราควรปฏิบัติต่อเขาอย่างไร จึงเรียกเขามาคุยในห้องทำงาน
เขาเดินเข้ามาทำตาขวางๆ กำมือหลวมๆ แบบเตรียมพร้อมว่า หากได้ยินอะไรไม่เข้าหูก็จะลุยทันที ...
