


เหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว วาตภัย อุทกภัย คลื่นยักษ์สึนามิ และอีกสารพัด ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วนับไม่ถ้วน หากติดตามข่าวสารเป็นประจำจะพบว่าเหตุการณ์ยิ่งนับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น สาเหตุหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเราไม่สามารถคาดการณ์หรือทำนายล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำว่า เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในเวลาใด เพื่อจะได้เตรียมการรับมือได้อย่างทันท่วงที
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ชาวโลกประสบภัยธรรมชาติครั้งใหญ่หลายครั้ง ที่ยังอยู่ในความทรงจำก็คือ เหตุการณ์สึนามิถล่มหลายประเทศรวมทั้งไทยเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ พายุไซโคลนนาร์กีสถล่มพม่าเมื่อปี ๒๕๕๑ แผ่นดินไหวที่เมืองหลวงของเฮติเมื่อต้นปีที่แล้ว และล่าสุดเหตุการณ์แผ่นดินไหวพ่วงสึนามิถล่มเมืองเซ็นไดของประเทศญี่ปุ่น ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับพวกเราอยู่ในขณะนี้ ตามมาด้วยอุทกภัยครั้งรุนแรงทางภาคใต้ของไทย
แต่ความน่าวิตกยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อได้ศึกษาสถิติการเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ของโลกแล้วพบว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ...
ได้มีโอกาสเข้าไปอ่านเรื่องราวและบรรยากาศ การตักบาตรหนังสือดี ครั้งที่ 9 วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา
โดย คุณ Charthree เลยขออนุญาตนำมาโพสต์ให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ ...
“ตักบาตรหนังสือ” ผมเคยได้ยินคำนี้มาบ้างครับ แต่ผมไม่เคยเห็นหรือเคยได้ร่วมตักบาตรหนังสือเลยสักครั้งในชีวิต
ในยามว่างนอกจากเล่นกีฬาหรือดูภาพยนตร์ กิจกรรมอีกหนึ่งอย่างของผมก็คือการ อ่านหนังสือ ครับ
ซึ่งหนังสือที่มีอยู่ในบ้าน(ผมเรียกว่าบ้านน่ะ แต่จริงๆผมพักอพาร์มเมนท์ แหะๆ) ก็มีอยู่พอสมควร
ผมเคยได้ยินคำพูดหนึ่งจากการ์ตูนเคโรโระ ตอนหนึ่งว่า “หากเราไม่แบ่งปัน เราก็จะไม่ได้อะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต” ประมาณนี้ครับ ผมจำคำพูดที่ถูกต้องเปะๆไม่ได้
ซึ่งคำพูดนั้นทำให้ผมคิด และได้มีโอกาสให้หนังสือกับเืืพื่อน ...
ประวัติโดยย่อ
พระอุปคุตเป็นพระอรหันต์หลังสมัยพุทธกาล ไม่พบประวัติของท่านในพระไตรปิฏก แต่ปรากฏอยู่ในหลักศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช ตามตำนานกล่าวว่า พระเถระอุปคุต เป็นชาวเมืองปาตลีบุตร บิดาท่านเป็นพ่อค้าน้ำหอม พระอุปคุตได้ช่วยดูแลขายเครื่องหอมซึ่งขายดีมาก ต่อมาได้ตัดสินใจบวชตามสัญญาที่พ่อของท่านให้ไว้กับพระสาณวาสีเถระ เมื่อบวชแล้วได้บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ สำเร็จอภิญญาต่างๆ โดยเฉพาะเทศนาของท่านแม้ในวันเดียวกัน ก็พระทำให้พระภิกษุจำนวน 18,000 รูป ได้บรรลุสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขีนาสพ
พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า ต่อไปภายหน้า พระอุปคุตผู้เป็นพุทธสาวกของเรา ตถาคต จะเป็นผู้ทำพุทธกิจต่อจากตถาคตสืบถึง 5,000 พระวัสสา (ปี) พระอุปคุตท่านมีปฎิปทาดำเนินไปในทางสันโดษ มักน้อย นัยว่าท่านเนรมิตเรือนแก้ว ขึ้นในท้องทะเลหลวง( สะดือทะล ) เข้าฌานสมาบัติเสวยวิมุติสุขอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ...
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสดูละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและกล่าวขวัญถึงของใครหลายคน ตัวเอกมีรูปเป็นทรัพย์ หน้าตาสะสวยโดดเด่น แม้จะมีฐานะไม่ร่ำรวย แต่ก็พอมีพอกิน และที่สำคัญเธอมีแม่ที่รักลูกยิ่งกว่าชีวิต
ปมที่ทำให้เรื่องราวดำเนินไปก็คือ ความคิดของตัวเอกที่ว่าทำไมเธอถึงไม่ร่ำรวย ไม่เกิดมามีหน้ามีตาในวงสังคมชั้นสูงเหมือนคนอื่น พร้อมกับดูถูกในอาชีพของบุพการีผู้ให้กำเนิดซึ่งทำงานเป็นแม่บ้านและยามธรรมดา การกระทำทุกอย่างจึงถูกผลักดันด้วยความทะยานอยากไม่สิ้นสุด ทำให้จิตใจ “ร้อน” เหมือนมีไฟแผดเผาอยู่ตลอดเวลาและพาลลามไปเผาคนรอบตัว
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิตโดยประมาท ขาด “ธรรมะนำทาง” จนทำให้หลงวนเวียนอยู่ในเขาวงกตแห่งทุกข์ บางคนต้องทนทรมานอยู่อย่างนี้ไปทั้งชีวิตเหมือนเป็นโรคเรื้อรัง ไม่สามารถหาทางออกและค้นพบความสุขอันรื่นรมย์ที่แท้จริงในชีวิตได้
หลายคนอาจบอกว่า คนเราก็เป็นเพียงปุถุชนย่อมต้องมีรักโลภโกรธหลงบ้างเป็นธรรมดา ยังไม่ต้องพูดเรื่องบรรลุธรรมสูงสุดไปถึงขั้นนิพพาน แต่เรามาลองหยุดนิ่งใช้ความคิด ใช้สติ ใช้เหตุผลเป็นเครื่องชี้นำ ในยามที่ตกอยู่ในห้วงความทุกข์ ความเศร้า ความเสียใจกันดูบ้างดีหรือไม่ เพื่อให้ “รู้” เท่าทันการกระทำและอารมณ์ปัจจุบันของตัวเอง ...
ท่าน ติช นัท ฮันท์ พูดเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ "ขอบคุณสรรพสิ่ง"
"ปาฏิหารย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บนอากาศ
แต่ปาฏิหารย์คือ การเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว"
ชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง "ธรรมดา" เช่น ตื่นมา อาบน้ำ แปรงฟัน
ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ ตอนเย็นกลับมา
ก็เห็นหน้าภรรยาหรือสามีคนเดิมๆ ใส่ชุดธรรมดาๆ หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ
... เราส่วนใหญ่แล้ว ก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น
แต่ถ้าความ "ธรรมดา" นี้หมดไปล่ะ
เช่น ...