ระยะเวลาเกือบปีที่ผ่านมาชีพจรลงเท้า ผมจึงมีโอกาสได้เดินทางไปทั่วประเทศ ตั้งแต่เหนือใต้ออกตก เพื่อประกาศโครงการทูตความดีแห่งประเทศไทย 2553 ในชื่อภาษาอังกฤษว่า D Ambassador 2010 เพื่อเปิดเวทีความดีให้เยาวชน ปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาเขียนอนาคตประเทศไทยใหม่ ตามสโลแกน Rewrite Thailand’s Future! บ่อยครั้งต้องเดินทางถึง 2 หรือ 3 จังหวัดภายในวันเดียว เปลี่ยนที่นอนไปเรื่อยๆ จนเวลาตื่นขึ้นมาต้องทบทวนว่า ตอนนี้กำลังอยู่ในจังหวัดอะไร แต่ถือว่าเป็นกำไรชีวิตโดยแท้ที่ได้เดินทางท่องเที่ยวและสัมผัสเมืองไทยอย่างใกล้ชิด
เพราะการได้เกิดมาเป็นคนไทย มีหน้าที่สำคัญในการคืนกำไรแก่ผืนแผ่นดิน ไม่จำกัดว่าจะมีตำแหน่งการงาน หรืออาชีพใดก็ตาม ล้วนมีหน้าที่เดียวกัน จะคืนกำไรมากน้อยก็ตามกำลังและศักยภาพของแต่ละคน และโอกาสในการคืนกำไรแก่ผืนแผ่นดินนี้มีเท่าเทียมเสมอภาคกัน
ล่าสุดไปเชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก หาดใหญ่ ขอนแก่น มหาสารคาม ตราด ชลบุรี นครนายก ปัตตานี อุบลราชธานี ต่อด้วยอุดรธานี จนมีผู้ที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊คและทวีตเตอร์ถามว่า แล้วจะไปที่อุทัยธานี และอุตรดิตถ์ต่อเมื่อไร และจะได้ไปอยู่ในใจเขาบ้างไหม อ้าว .. โดนแซวเสียแล้ว!
ความประทับใจและสิ่งที่ยืนยันได้จากการเดินสายบรรยายให้ผู้ฟังกว่าห้าหมื่นคนทั่วประเทศ นั่นคือ ในหัวใจของคนไทยทุกคนยังเต็มเปี่ยมไปด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามที่พร้อมจะเบ่งบานงอกงามได้ตลอดเวลา เป็นพลังร่วมที่สามารถเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตที่ชาติบ้านเมืองต้องการความร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทั้งประเทศ เห็นได้ชัดเจนว่าน้ำใจคนไทยหลั่งไหลมาช่วยเหลือกันเต็มกำลัง ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย และไร้ซึ่งกำแพงความคิดอันคับแคบอันเกิดจากทิฐิมานะ
จังหวัดหนึ่งที่ผมไม่เคยล่วงรู้ถึงศักยภาพ ภูมิทัศน์และวัฒนธรรมอันงดงาม คือ อุบลราชธานี เมืองอารยธรรมแห่งลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล ที่ซึ่งพระอาทิตย์ฉายแสงเป็นแห่งแรกทุกเช้าของประเทศไทยที่โขงเจียม ปรากฏว่า มีอนุสาวรีย์เล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่อยู่ที่ทุ่งศรีเมือง เป็นอนุสาวรีย์แห่งความดีที่มีอยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และอาจเป็นแห่งเดียวในโลก สร้างเป็นอนุสรณ์และมีการเฉลิมฉลองกันเป็นประจำทุกปี ทุกๆ วันที่ 11 เดือน 11 เวลา 11:00 น. โดยเหล่าทหารเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรที่ได้รับอิสรภาพจากการถูกคุมขังของกองทัพญี่ปุ่นระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา เพื่อเป็นที่ระลึกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเขาได้เคยเป็นเชลยศึกอยู่ที่อุบลราชธานีและได้รับความเมตตาจากชาวอุบลราชธานีให้มีกำลังใจต่อสู้มีชีวิตรอดต่อไป
ระหว่างปี พ.ศ. 2484 – 2488 เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น ญี่ปุ่นได้ส่งทหารเข้าสู่ประเทศไทย และจับทหารฝ่ายสัมพันธมิตรประกอบด้วยออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ ไว้เป็นจำนวนมาก โดยกักกันไว้เป็นเชลยศึก ถูกทรมานและบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้หยุดพัก อดอยากและขาดแคลนข้าวปลาอาหารและเครื่องนุ่งห่มเป็นอย่างมาก
เหตุการณ์นี้ได้เกิดวีรสตรีแห่งคุณงามความดี ผู้ได้รับการขนานนามว่า เป็นผู้ชุบชีวิตใหม่ให้กับเชลยศึกเหล่านี้ นั่นคือ คุณย่าไหล ศิริโสตร์ วีรสตรีของชาวอุบลราชธานี ผู้กล้าหาญที่ไม่กลัวภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัว โดยการเสี่ยงชีวิตพาเชลยศึกหลบหนี และให้การดูแลรักษาพยาบาล ตลอดจนยา เสื้อผ้าและอาหาร ทั้งที่ไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาเดียวกันให้เข้าใจได้
ย่าไหลได้สั่งสอนลูกหลานว่า “เราคือข้าของแผ่นดิน จำไว้นะลูก เราต้องมีเมตตา ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยไม่หวังสิ่งใดๆ ตอบแทน”
ดังนั้น ทุกวันที่ 11 เดือน 11 จึงมีชาวต่างชาติรวมทั้งคนไทยมาร่วมกันรำลึกถึงคุณงามความดีของย่าไหลและชาวอุบลราชธานี โดยมีพวงมาลาที่เขียนข้อความ ‘We Will Remember’ มีความหมายว่า ‘อยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป’ เป็นอีกหนึ่งประจักษ์พยานที่ชี้ชัด แม้กายและลมหายใจจะมลายหายไป แต่คุณงามความดีจะคงสถิตย์อยู่ชั่วฟ้าดิน
หากไม่ได้เดินสายปลุกพลังความดีของคนไทยทั่วประเทศ คงไม่ได้มีโอกาสสัมผัสเรื่องราวดีๆ เช่นนี้ ถือเป็นรางวัลที่ทำให้หายเหนื่อย เพราะความดีนั้นฝังอยู่ในสายเลือดของคนไทยมาช้านาน จึงขอเชิญชวนให้น้องๆ เยาวชนทุกคนที่มีอายุ 15 – 25 ปี มาเข้าร่วมโครงการทูตความดีแห่งประเทศไทย โดยจะมีการเดินสายทั่วประเทศเพื่อคัดเลือกตัวแทนของแต่ละภาคในเดือนธันวาคมศกนี้ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดได้ที่ www.do-d-club.com หรือโทรศัพท์ 02 610 2364
มาช่วยกันทำให้เมืองไทยของเรากลับมาเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกอีกครั้ง ด้วยพลังความดีของคนไทยทุกคน!